ตรรกะวิบัติ 101: รวม 30 Logical Fallacies ที่เจอบ่อยบน X (Twitter)
文章目录
ตรรกะวิบัติ 101
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนดูเถียงเก่งชิบหาย แต่พออ่านสิ่งที่เขาพูดดี ๆ กลับไม่ได้ตอบคำถามอะไรเราเลย 555555
เอาจริงผมอยากเขียนเรื่องนี้มาสักพักแล้วครับ ยิ่งช่วงหลัง ๆ ที่ได้ไปถกเถียงกับคนบน X ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรหลายอย่างน่าสนใจดี
คือบางทีผมโพสต์เรื่อง A แต่คนเข้ามาตอบเรื่อง B พอผมถามกลับว่ามันเกี่ยวกันยังไง ก็มีคนไปต่อเรื่อง C อีก แล้วพอคุยกันไปเรื่อย ๆ สุดท้ายกลายเป็นว่าเรากำลังเถียงเรื่อง D กันอยู่เฉยเลย
บางคนไม่ได้อ่านด้วยซ้ำว่าเราพูดอะไร เห็นคำที่ไม่ถูกใจก็รีบเข้ามาแย้ง บางคนเถียงเนื้อหาไม่ได้ก็หันมาโจมตีคนพูด บางคนเอาสถานการณ์ที่ไม่มีใครพูดถึงมาสร้างเป็นประเด็นใหม่ แล้วก็เอาชนะในประเด็นที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
ผมเลยอยากชวนมาทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่า Logical Fallacy หรือ ตรรกะวิบัติ
ผมรวบรวมมา 30 รูปแบบที่พบได้ในการถกเถียงบน X โดยจะพยายามยกตัวอย่างจากสถานการณ์ที่คนเล่นโซเชียลน่าจะคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกม ความรัก แฟนคลับ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ ร้านอาหาร หุ้น หรือดราม่าทั่วไป
แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า บทความนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อสอนให้ทุกคนไปไล่แปะป้ายว่าคนนั้น Straw Man คนนี้ Ad Hominem แล้วมองว่าตัวเองเก่ง หรือเอาชนะเขาได้นะครับ
เพราะการจำชื่อ Fallacy ได้ ไม่ได้แปลว่าเราจะใช้เหตุผลเป็น
และใช่ครับ ตัวผมเองก็มีโอกาสใช้เหตุผลผิดพลาดได้เหมือนกัน
ตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้เป็นเหตุการณ์สมมติที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปแบบดราม่าบนโซเชียล ไม่ได้หมายถึงการกล่าวหาว่าบุคคลจริงคนใดใช้ตรรกะวิบัติ
เอาล่ะ มาเริ่มกันครับ
ก่อนอื่น ตรรกะวิบัติคืออะไร?
อธิบายแบบง่าย ๆ เลยนะครับ
เวลาคนเราจะเถียงอะไรสักเรื่อง โดยทั่วไปเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า Premise หรือข้ออ้างที่ใช้เป็นเหตุผล แล้วนำไปสู่ Conclusion หรือข้อสรุปที่เราอยากให้คนอื่นยอมรับ
ตัวอย่างเช่น
“เกมออนไลน์มีระบบ Report คนออกเกมกลางคัน เพราะฉะนั้นการออกเกมกลางคันตามใจตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร”
ลองอ่านดี ๆ นะครับ
Premise -> คือ เกมมีระบบ Report
Conclusion -> คือ การออกเกมกลางคันตามใจตัวเองเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
คำถามคือ สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันยังไง?
การมีระบบจัดการคนทำผิด ไม่ได้เป็นเหตุผลว่าการกระทำนั้นเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเลย
มันบอกเพียงว่ามีระบบจัดการพฤติกรรมนั้นอยู่
ถ้าอยากสรุปว่าการออกเกมกลางคันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ก็ต้องหาเหตุผลอื่นมาสนับสนุน ไม่ใช่เอาการมีระบบ Report มาเป็นข้อพิสูจน์
นี่แหละครับหนึ่งในตัวอย่างของการให้เหตุผลที่มีปัญหา
และอีกเรื่องที่อยากให้เข้าใจก่อนคือ การใช้ตรรกะวิบัติไม่ได้แปลว่าข้อสรุปของคุณต้องผิดเสมอไป
สมมติผมบอกว่า “ฝนตกแน่นอน เพราะเมื่อเช้าผมกินข้าวมันไก่”
ปรากฏว่าบ่ายนั้นฝนตกจริง ๆ
ไม่ได้หมายความว่าเหตุผลเรื่องข้าวมันไก่ของผมถูกต้องขึ้นมา
ข้อสรุปอาจจะจริง แต่เหตุผลที่ใช้สนับสนุนมันไม่ได้มีน้ำหนักอะไรเลย
เพราะฉะนั้นเวลาเราวิเคราะห์ Logical Fallacy เราไม่ได้ดูแค่ว่าใครพูดถูกหรือผิด แต่กำลังดูว่าเหตุผลที่เขาใช้มันรองรับข้อสรุปได้จริงแค่ไหน
หมวดที่ 1: เถียงเรื่องหนึ่ง แต่อีกคนไปเถียงอีกเรื่อง
1. Straw Man — หุ่นฟาง
อันนี้ผมว่าเจอบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ บน X เลย
Straw Man คือการบิดข้อเสนอของอีกฝ่ายให้กลายเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้พูด แล้วไปโจมตีข้อเสนอที่ตัวเองบิดขึ้นมาแทน
สมมติผมโพสต์ว่า
“เวลาเข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ก็ควรเคารพเวลาของคนอื่นด้วยนะ ไม่ควรทิ้งกิจกรรมกลางคันโดยไม่มีความจำเป็น”
แล้วมีคนมาตอบว่า
“อ๋อ สรุปว่าถ้าพ่อแม่กำลังจะตาย ก็ต้องเล่นเกมให้จบก่อนใช่ไหม?”
Wait a minute, bro!
ผมไปบอกตอนไหนว่าถ้าพ่อแม่กำลังจะตายต้องเล่นเกมให้จบ?
สิ่งที่ผมพูดคือการรับผิดชอบต่อคนอื่นในสถานการณ์ทั่วไป ไม่ใช่การบอกว่าห้ามออกเกมทุกกรณีบนโลกใบนี้
แต่คนตอบกลับสร้างข้อเสนอใหม่ขึ้นมาว่าผมต้องการให้คนเล่นเกมต่อแม้ครอบครัวกำลังมีอันตราย แล้วก็โจมตีข้อเสนอใหม่นั้น
แบบนี้แหละครับ Straw Man
จุดสังเกต: ก่อนจะเถียงอะไรสักอย่าง ลองย้อนกลับไปดูว่าอีกฝ่ายพูดแบบนั้นจริงหรือเปล่า หรือเราเติมความหมายให้เขาเอง
เพราะหลายครั้งสิ่งที่เราเถียงอยู่ อาจไม่ใช่ความคิดของอีกฝ่ายเลย แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองทั้งหมด
2. Ad Hominem — โจมตีตัวบุคคล
อันนี้ก็เจอบ่อยไม่แพ้กันครับ
คือพอเถียงเนื้อหาไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปโจมตีคนพูดแทน
ตัวอย่าง
A: “ผมคิดว่าการทิ้งเพื่อนร่วมทีมกลางเกมโดยไม่มีเหตุจำเป็น เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยรับผิดชอบเท่าไร”
B: “เล่นเกมจนสมองพังแล้วมั้ง วัน ๆ ไม่ทำอะไรเลยหรือไง”
อ้าว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับประเด็นที่ A พูดครับ?
ต่อให้ A เป็นคนเล่นเกมวันละ 15 ชั่วโมงจริง ๆ ก็ไม่ได้ทำให้ที่เขาบอกว่าเรื่องความรับผิดชอบของเขาผิดขึ้นมาทันที
หรืออีกตัวอย่าง
“คุณจะมาสอนเรื่องการเงินอะไร คนเงินเดือนแค่นี้จะไปรู้อะไร”
รายได้ของคนพูดไม่ได้เป็นตัวพิสูจน์ว่าข้อมูลทางการเงินที่เขานำเสนอถูกหรือผิด
แน่นอนว่าประวัติ ความเชี่ยวชาญ หรือผลประโยชน์ทับซ้อนของคนพูดอาจเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือได้ในบางกรณี
แต่ถ้าเราเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอมาใช้แทนการโต้แย้งเหตุผล แบบนี้เข้าข่าย Ad Hominem
การทำให้คนพูดดูโง่ ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เขาพูดกลายเป็นเรื่องผิดนะครับ
3. Tu Quoque — แล้วคุณล่ะ?
อันนี้เป็นญาติกับ Ad Hominem
เวลาเราวิจารณ์พฤติกรรมอะไรสักอย่าง แล้วอีกฝ่ายไม่ตอบว่าพฤติกรรมนั้นผิดหรือถูก แต่สวนกลับว่าเราเองก็เคยทำ
ตัวอย่าง
A: “การแซงคิวคนอื่นเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนะ”
B: “แล้วเมื่อปีที่แล้วคุณก็เคยแซงคิวไม่ใช่เหรอ?”
สมมติว่าปีที่แล้วผมเคยแซงคิวจริง ๆ ก็ได้ครับ
แล้วมันทำให้การแซงคิวเป็นเรื่องที่เหมาะสมขึ้นมาหรอ?
ไม่เลย
สิ่งที่ B อาจพิสูจน์ได้คือผมเป็นคนที่มีพฤติกรรมไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองพูด
แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเรื่องการแซงคิวผิด
คนที่เคยทำผิดก็สามารถวิจารณ์พฤติกรรมผิด ๆ ได้ครับ
ไม่อย่างนั้นคนที่เคยสูบบุหรี่แล้วเลิกสูบ ก็คงไม่มีสิทธิ์เตือนคนอื่นเรื่องโทษของบุหรี่เลยสิ
4. Red Herring — เบี่ยงประเด็น
ชาว X ก็มีสกิลนี้กันเยอะเหมือนกัน
คือคุยกันอยู่เรื่องหนึ่ง แต่มีคนโยนอีกเรื่องเข้ามาจนบทสนทนาออกทะเล
ตัวอย่าง
A: “ร้านอาหารนี้ควรติดป้ายราคาให้ชัดเจนก่อนลูกค้าสั่งนะ”
B: “ทำไมไม่ไปสนใจร้านใหญ่ ๆ ที่เอาเปรียบผู้บริโภคบ้าง ประเทศเรามีปัญหาเยอะกว่านี้ตั้งแยะ”
คือร้านใหญ่จะมีปัญหาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
แต่ตอนนี้เรากำลังถามว่าร้านนี้ควรติดป้ายราคาหรือเปล่า
การนำปัญหาอื่นที่อาจสำคัญกว่าขึ้นมา ไม่ได้ทำให้คำถามเดิมได้รับคำตอบ
ประเด็นที่ใหญ่กว่า ไม่ได้ทำให้ประเด็นที่เล็กกว่าหายไป
ทั้งนี้ ถ้าประเด็นใหม่ช่วยอธิบายเรื่องเดิมจริง ๆ ก็ไม่ใช่การเบี่ยงประเด็นนะครับ ต้องดูความเกี่ยวข้องด้วย
5. Whataboutism — แล้วเรื่องนั้นล่ะ?
สมมติผมวิจารณ์อินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งว่ารีวิวสินค้าโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดี
แล้วมีคนมาตอบว่า
“แล้วอินฟลูเอนเซอร์อีกคนที่เคยรีวิวผิดเมื่อปีที่แล้วล่ะ ทำไมไม่ไปด่าเขาด้วย?”
อ้าว แล้วผมจำเป็นต้องด่าทุกคนบนโลกก่อน ถึงจะมีสิทธิ์วิจารณ์คนนี้เหรอครับ 555555
ต่อให้อินฟลูเอนเซอร์อีกคนทำผิดจริง ก็ไม่ได้ทำให้ข้อมูลรีวิวของคนแรกถูกต้องขึ้นมา
เราสามารถวิจารณ์สองคนพร้อมกันได้ และการไม่ได้พูดถึงทุกกรณีก็ไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับพฤติกรรมของคนที่ไม่ได้พูดถึง
แต่ต้องระวังนิดหนึ่ง ถ้าประเด็นที่กำลังถกคือเรื่องสองมาตรฐาน การถามว่าทำไมคนหนึ่งถูกวิจารณ์ แต่อีกคนไม่ถูกวิจารณ์ ก็อาจเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องจริง
Whataboutism จะมีปัญหาเมื่อถูกนำมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงข้อวิจารณ์เดิม โดยไม่ได้ตอบว่าข้อวิจารณ์นั้นมีเหตุผลหรือไม่
หมวดที่ 2: เปรียบเทียบกันจนออกทะเล แล้วสรุปแบบงง ๆ
6. False Dilemma — สร้างทางเลือกปลอม
สมมติมีดราม่าว่าคนหนึ่งออกเกมกลางคันเพื่อไปรับแฟน ทั้งที่แฟนบอกว่ารอให้เล่นจนจบได้
มีคนตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่เล่นให้จบก่อน
แล้วอีกคนตอบว่า
“ระหว่างแฟนกับคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ต คุณจะเลือกใคร?”
คือทำไมต้องเลือกแค่สองทางก่อนครับ?
ในสถานการณ์สมมตินี้ แฟนก็บอกว่ารอได้
เราอาจเล่นให้จบแล้วไปด้วยกันก็ได้ หรือถ้ารู้ว่าเวลาที่มีไม่แน่นอน ก็อาจเลือกกิจกรรมอื่นตั้งแต่แรก
False Dilemma คือการทำให้ดูเหมือนมีทางเลือกอยู่แค่ A กับ B ทั้งที่ความจริงมีทางเลือกอื่นที่เกี่ยวข้อง
อีกตัวอย่าง
“ถ้าคุณไม่สนับสนุนนโยบายนี้ แสดงว่าคุณไม่เห็นใจคนจน”
เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม
คนหนึ่งอาจเห็นใจคนจน แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีแก้ปัญหานี้ก็ได้
การไม่เห็นด้วยกับวิธีการ ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นด้วยกับเป้าหมายเสมอไป
7. Slippery Slope — ทางลาดลื่น
อันนี้คือการลากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่ผลลัพธ์รุนแรงเป็นทอด ๆ โดยไม่ได้แสดงหลักฐานว่ามันจะเกิดขึ้นตามลำดับจริง ๆ
ตัวอย่าง
“วันนี้ยอมให้พนักงาน Work From Home หนึ่งวัน พรุ่งนี้ทุกคนจะไม่เข้าออฟฟิศ ต่อไปงานจะไม่เดิน สุดท้ายบริษัทจะเจ๊ง”
เดี๋ยวครับ จาก WFH วันเดียวไปถึงบริษัทเจ๊งได้ไงวะ
แต่ละขั้นมันมีเงื่อนไขอีกตั้งเยอะ
อีกตัวอย่าง
“ถ้าปล่อยให้เด็กเล่นเกมวันละชั่วโมง เด็กจะติดเกม ไม่เรียนหนังสือ สุดท้ายอนาคตพัง”
การเล่นเกมอาจมีความเสี่ยงในบางเงื่อนไขจริง แต่การยกเส้นทางที่เลวร้ายที่สุดมาเป็นผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้น โดยไม่มีข้อมูลรองรับ มันยังไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ เด็กมันอาจจะได้ไปเป็นนักกีฬา E-Sport ก็ได้ป้ะ
However การเตือนว่าพฤติกรรมหนึ่งอาจนำไปสู่ผลเสียหลายขั้น ไม่ได้เป็น Slippery Slope เสมอไป
ถ้ามีหลักฐานรองรับแต่ละขั้น ก็สามารถเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงได้จริง
ปัญหาคือการกระโดดจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดจบที่น่ากลัว โดยข้ามคำอธิบายตรงกลางทั้งหมด
8. False Analogy — การเปรียบเทียบที่ผิดพลาด
อันนี้ขออธิบายยาวหน่อย เพราะช่วงหลังผมเจอคนถกเรื่องการเปรียบเทียบกันค่อนข้างเยอะ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Analogy หรือการเปรียบเทียบโดยอุปมา ไม่ได้แปลว่าสองเหตุการณ์ต้องเหมือนกันเป๊ะทุกองค์ประกอบ
แต่ต้องมีความคล้ายคลึงกันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อสรุปที่เราต้องการสื่อ
ตัวอย่างเช่น
คน 5 คนลงชื่อร่วมกิจกรรมทำอาหาร โดยแต่ละคนรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง แต่มีคนหนึ่งออกกลางคันโดยไม่มีเหตุจำเป็น ทำให้คนที่เหลือต้องรับภาระเพิ่ม
เรานำมาเปรียบเทียบกับกิจกรรมร่วมกันประเภทอื่น เพื่ออธิบายว่าเมื่อคนอื่นต้องพึ่งพาเรา ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบก่อนถอนตัว
แบบนี้เป็น Analogy ที่พอมีน้ำหนัก เพราะมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องกับข้อสรุป คือการพึ่งพากันและผลกระทบจากการถอนตัว
ทีนี้ลองอีกตัวอย่าง
“หมอที่ทิ้งคนไข้ไปกินข้าวกับแฟนเป็นคนขาดความรับผิดชอบ ดังนั้นคนที่ออกเกมกลางคันเพื่อไปหาแฟนจึงผิดร้ายแรงเท่าหมอทิ้งคนไข้”
อันนี้มีปัญหาแล้วครับ
เพราะหน้าที่ของหมอมีความรับผิดชอบทางวิชาชีพ และอาจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งแตกต่างจากกิจกรรมเพื่อความบันเทิงอย่างมีนัยสำคัญ
เราไม่สามารถเอาความร้ายแรงของกรณีหนึ่งไปสรุปว่าอีกกรณีร้ายแรงเท่ากันได้ เพียงเพราะทั้งสองเกี่ยวข้องกับการละทิ้งกิจกรรมเพื่อไปหาแฟน
แต่ถ้าเรานำตัวอย่างหมอมาใช้สื่อหลักการกว้าง ๆ ว่า
“การให้ความสำคัญกับคนรัก ไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบต่อคนอื่นหายไป”
แบบนี้ยังพอใช้เป็นอุปมาเพื่ออธิบายหลักการได้ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างว่าระดับความผิดเท่ากัน
สรุปง่าย ๆ คือ สองเหตุการณ์ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง แต่ส่วนที่นำมาเปรียบเทียบต้องเกี่ยวข้องกับข้อสรุปจริง ๆ
ถ้าคุณคิดว่าตัวอย่างหนึ่งเป็น False Analogy ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าความแตกต่างที่คุณชี้นั้นทำให้ข้อสรุปใช้ไม่ได้อย่างไร
ไม่ใช่แค่บอกว่า “มันคนละเรื่องกัน” แล้วจบ
และกลับกัน การบอกว่า “ผมเทียบแค่หลักการ” ก็ไม่ได้ทำให้ตัวอย่างของเราถูกเสมอไป ต้องดูด้วยว่าหลักการนั้นใช้ได้จริงกับทั้งสองสถานการณ์ไหม
9. False Equivalence — ทำให้สองเรื่องดูเท่ากันทั้งที่ไม่เท่า
อันนี้คล้าย False Analogy แต่จะเน้นไปที่การทำให้สองสิ่งดูมีน้ำหนักหรือความรุนแรงเท่ากันอย่างไม่สมเหตุสมผล
สมมติว่า
A: “พนักงานคนนี้มาสาย 5 นาที”
B: “พนักงานอีกคนไม่มาทำงานเลยทั้งวัน”
แล้วมีคนสรุปว่า
“ทั้งคู่ขาดความรับผิดชอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นควรถูกลงโทษเท่ากัน”
เดี๋ยวนะครับ
ทั้งคู่สามารถถูกวิจารณ์เรื่องความรับผิดชอบได้ แต่ไม่ได้แปลว่าความเสียหายหรือระดับความผิดเท่ากัน
หรืออีกตัวอย่าง
“ข้อมูลจากนักวิจัยที่ศึกษาประเด็นนี้มาสิบปี กับความคิดเห็นของคนที่เพิ่งดูคลิปสั้นมาเมื่อเช้า ก็เป็นความเห็นเหมือนกัน ต้องให้น้ำหนักเท่ากัน”
ไม่จำเป็นครับ
การเปิดรับความเห็นที่แตกต่าง ไม่ได้หมายความว่าหลักฐานของทุกฝ่ายมีน้ำหนักเท่ากัน
10. Non Sequitur — ข้อสรุปไม่ตามมาจากเหตุผล
ผมว่าข้อนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการจับ Logical Fallacy เลย
ตัวอย่าง
“ทีมที่มีคน AFK ยังชนะได้ เพราะฉะนั้นการ AFK จึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อทีม”
คือการชนะได้ กับการไม่ได้รับผลกระทบ มันคนละเรื่องกันเลย
คุณอาจชนะทั้งที่เสียเปรียบก็ได้
อีกตัวอย่าง
“ร้านนี้มีลูกค้าเยอะมาก เพราะฉะนั้นไม่มีทางขายสินค้าหมดอายุ”
จำนวนลูกค้าก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าสินค้าทุกชิ้นในร้านมีคุณภาพดี
สิ่งที่น่าสนใจคือคนเราชอบใช้คำว่า “ดังนั้น” หรือ “เพราะฉะนั้น” เหมือนมันเป็นสะพานเชื่อมที่จะพาเราไปถึงข้อสรุปอะไรก็ได้
แต่ในความเป็นจริง เราต้องตรวจสอบว่าข้ออ้างที่นำมาใช้มันรองรับข้อสรุปนั้นได้แค่ไหน
มีเหตุผลอยู่ในประโยค ไม่ได้หมายความว่าเหตุผลนั้นเกี่ยวข้องกับข้อสรุปเสมอไป
หมวดที่ 3: เจอเหตุการณ์เดียว แล้วสรุปแทนคนทั้งประเทศ
11. Hasty Generalization — ด่วนสรุปเหมารวม
ตัวอย่าง
“ผมเจอผู้เล่น RoV ออกเกมกลางคันสามคน เกมเมอร์ไทยแม่งไม่มีความรับผิดชอบกันหมด”
หรือ
“เคยเจอร้านโชห่วยขายของหมดอายุสองร้าน ร้านเล็ก ๆ ในไทยก็คงเป็นแบบนี้กันหมด”
คือมันสรุปกันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะเนี่ยยย
การเจอคนบางคนทำพฤติกรรมหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งกลุ่มต้องมีพฤติกรรมนั้น
อยากจะสรุปอะไรในระดับประชากร ก็ต้องมีข้อมูลที่มากพอและเป็นตัวแทนของกลุ่มนั้นได้จริง
ไม่ใช่เอาประสบการณ์ส่วนตัวสองสามครั้งมาประกาศว่า “คนไทยเป็นแบบนี้”
12. Cherry Picking — เลือกเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างตัวเอง
อันนี้เจอบ่อยมากในประเด็นหุ้นครับ
สมมติมีคนแนะนำหุ้น 20 ตัว แล้วต่อมาเลือกแคปมาโชว์เฉพาะ 3 ตัวที่กำไร 100%
พร้อมบอกว่า
“เห็นไหม ใครตามผมรวยหมด”
แล้วอีก 17 ตัวที่เหลือไปไหนครับพี่ชายยยย
Cherry Picking คือการเลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนข้อสรุปของตัวเอง แต่ละเลยข้อมูลสำคัญที่อาจทำให้ภาพรวมเปลี่ยนไป
อีกตัวอย่างคือการเลือกแคปคอมเมนต์ด้านบวกมาแสดง แล้วบอกว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วย ทั้งที่ไม่ได้ตรวจสอบสัดส่วนความคิดเห็นทั้งหมด
ข้อมูลที่นำมาแสดงอาจจะเป็นเรื่องจริงนะครับ แต่การเลือกข้อมูลจริงมาแค่บางส่วน ก็สามารถทำให้ข้อสรุปชวนเข้าใจผิดได้เหมือนกัน
13. Anecdotal Evidence — เอาประสบการณ์ตัวเองมาตัดสินทุกคน
ตัวอย่าง
“ผมเคยเจอคนออกเกมกลางคันตั้งหลายรอบ ไม่เห็นเดือดร้อนเลย ใครเดือดร้อนนี่คิดมากไปเองทั้งนั้น”
เดี๋ยวก่อนจร้าาาาาา
การที่คุณไม่เดือดร้อน ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่เดือดร้อนเหมือนคุณป้ะ
หรือ
“ผมกินอาหารแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเป็นอะไรเลย แสดงว่ามันปลอดภัยสำหรับทุกคน”
ประสบการณ์ส่วนตัวมีคุณค่าครับ แต่ไม่ได้เป็นตัวแทนของทุกคน
มันสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบ หรือเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามได้ แต่ถ้าจะนำไปสรุปเป็นข้อเท็จจริงทั่วไป ก็ต้องมีข้อมูลอื่นรองรับด้วย
14. Post Hoc Ergo Propter Hoc — เกิดหลัง ไม่ได้แปลว่าเกิดเพราะ
ชื่อมันเป็นภาษาละตินอะ จำยากนิดหน่อย
สมมติบริษัทหนึ่งเปลี่ยนโลโก้ใหม่ แล้วอีกสองวันต่อมาราคาหุ้นตก
มีคนโพสต์ว่า
“เห็นไหม บอกแล้วว่าอย่าเปลี่ยนโลโก้ หุ้นตกเพราะโลโก้ใหม่ชัด ๆ”
แม่งเอ้ยย เดี๋ยวดิ๊
หุ้นมันตกเพราะงบไม่ดีป่าวว ตลาดปรับฐานป่าววว หรือปัจจัยอื่นอีกเป็นสิบอย่างก็ได้ป่าวว
การที่เหตุการณ์ B เกิดหลังเหตุการณ์ A ไม่ได้พิสูจน์ว่า A ทำให้ B เกิดขึ้น
หรืออีกตัวอย่าง
“ตั้งแต่เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ X ยอดวิวก็เพิ่มขึ้น แสดงว่ารูปโปรไฟล์ใหม่ทำให้โพสต์แมส”
ก็อาจจะใช่ก็ได้ครับ แต่แค่เหตุการณ์สองอย่างเกิดเรียงกัน ยังพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลไม่ได้
15. Correlation Does Not Imply Causation — สัมพันธ์กัน ไม่ได้แปลว่าเป็นเหตุให้กัน
ข้อนี้เจอบ่อยมากเวลามีลงรูปกราฟ
สมมติมีงานสำรวจพบว่าคนที่ใช้โซเชียลมีเดียหลายชั่วโมงต่อวัน มีระดับความเครียดสูงกว่าคนที่ใช้น้อย
แล้วมีคนสรุปว่า
“เห็นไหม โซเชียลมีเดียทำให้คนเครียด”
คำถามคือ เป็นไปได้ไหมว่าคนที่เครียดอยู่แล้วใช้โซเชียลมากขึ้น?
หรือมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองอย่าง เช่น การนอนน้อย ภาระงาน หรือปัญหาส่วนตัว?
ความสัมพันธ์ทางสถิติอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล
กราฟสองเส้นขึ้นพร้อมกัน ไม่ได้แปลว่าเส้นหนึ่งเป็นคนดันอีกเส้นขึ้นมานะครับ
16. Survivorship Bias — อคติจากการมองแต่คนที่รอด
ข้อนี้จริง ๆ จัดเป็น Cognitive Bias มากกว่า Logical Fallacy แต่ผมขอรวมไว้เพราะเจอบ่อยมากในการใช้เหตุผลบน X
ตัวอย่าง
“ดูคนนี้สิ ลาออกจากงานเงินเดือน 30,000 ไปเปิดคาเฟ่ ตอนนี้รายได้หลักล้าน ใครอยากรวยก็ควรลาออกไปทำธุรกิจ”
แล้วคนที่ลาออกไปเปิดคาเฟ่แล้วเจ๊งล่ะครับพี่?
หายไปไหนหมดครับพี่?
เราอาจเห็นแต่คนประสบความสำเร็จ เพราะเรื่องราวของคนกลุ่มนี้ถูกแชร์ต่อมากกว่า
หรือในวงการลงทุน
“ดูนักลงทุนคนนี้สิ ซื้อหุ้นตัวเดียวแล้วรวยเป็นร้อยล้าน แสดงว่าการกระจายความเสี่ยงไม่จำเป็น”
แล้วคนที่ซื้อหุ้นตัวเดียวแล้วหมดตัวล่ะเห้ย?
การมองเฉพาะคนที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่พิจารณาคนที่ล้มเหลว อาจทำให้เราประเมินโอกาสสำเร็จผิดพลาดได้มาก
หมวดที่ 4: คนไลก์เยอะ คนดังพูด แปลว่าถูก?
17. Appeal to Popularity — คนเชื่อเยอะ แสดงว่าจริง
อันนี้ผมชอบมาก 555555
สมมติมีคนโพสต์ข้อคิดเห็นหนึ่งแล้วได้ 50,000 ไลก์
จากนั้นเจ้าตัวเอายอดไลก์มาอ้างว่า
“เห็นไหม คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับผม แสดงว่าผมพูดถูก”
เดี๋ยวนะครับ
ตั้งแต่เมื่อไรยอดไลก์กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความถูกต้องทางตรรกศาสตร์?
คนจำนวนมากสามารถเชื่อเรื่องที่ผิดได้ และคนจำนวนน้อยก็สามารถพูดเรื่องที่ถูกได้เหมือนกัน
ยอดไลก์บอกได้ว่ามีคนกดชอบจำนวนเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเหตุผลนั้นถูกต้องหรือไม่
ความนิยมกับความถูกต้องเป็นคนละเรื่องกันครับ
แต่ถ้าคำถามคือโพสต์ไหนได้รับความนิยมมากกว่า แบบนั้นยอดไลก์ก็เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องจริง
18. Appeal to Authority — คนมีชื่อเสียงพูด ต้องถูกแน่ ๆ
สมมติอินฟลูเอนเซอร์สายเทคคนหนึ่งมีผู้ติดตามล้านคน แล้วออกมาบอกว่าอาหารเสริมตัวหนึ่งช่วยเพิ่มความจำได้
มีคนบอกว่า
“เขาเก่งเทคโนโลยีขนาดนั้น เรื่องแค่นี้จะไม่รู้ได้ไง”
เอ่อ เก่งเทคโนโลยีกับเชี่ยวชาญทางการแพทย์มันคนละเรื่องกันนะครับ
อีกตัวอย่าง
“คนนี้จบปริญญาเอกมา เขาพูดอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจต้องถูกแน่นอน”
คำถามคือจบปริญญาเอกด้านอะไร แล้วข้อมูลที่พูดมีหลักฐานรองรับหรือเปล่า?
ไม่ได้จะบอกว่าเราไม่ควรเชื่อผู้เชี่ยวชาญ
ตรงกันข้าม การรับฟังผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แต่ความเชี่ยวชาญต้องเกี่ยวข้องกับประเด็น และไม่ควรถูกใช้แทนหลักฐานทั้งหมด
ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือวุฒิการศึกษา ไม่ได้ทำให้ทุกประโยคที่คนคนหนึ่งพูดกลายเป็นความจริงทันที
19. Appeal to Ignorance — พิสูจน์ว่าไม่จริงไม่ได้ แสดงว่าจริง
ตัวอย่าง
“ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้จริง เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นเรื่องโกหก”
สรุปแบบนั้นได้ไงนิ
สิ่งที่ควรทำคือดูว่ามีหลักฐานอะไรสนับสนุนข้อเสนอที่เรากำลังพิจารณา
แต่ต้องแยกกรณีที่ตรวจสอบอย่างครอบคลุมแล้วไม่พบหลักฐาน ทั้งที่ควรพบหากข้อเสนอนั้นจริง เพราะการไม่พบหลักฐานในเงื่อนไขแบบนั้นอาจมีน้ำหนักได้
ไม่ใช่ว่าการไม่มีหลักฐานจะไร้ความหมายทุกสถานการณ์นะครับ
20. Shifting the Burden of Proof — โยนภาระการพิสูจน์
ตัวอย่าง
A: “ร้านนี้แอบใช้วัตถุดิบหมดอายุแน่นอน”
B: “มีหลักฐานไหมครับ?”
A: “ถ้าคุณคิดว่าไม่จริง ก็ไปพิสูจน์มาสิว่าร้านไม่ได้ทำ”
เดี๋ยวนะ คนกล่าวหาคือมึงไม่ใช่หรอ
ถ้าคุณกล่าวอ้างเรื่องอะไร ก็ควรมีหลักฐานรองรับสิ่งที่ตัวเองกล่าวอ้างด้วยดิ
ไม่ใช่พูดอะไรก็ได้ แล้วโยนภาระให้คนอื่นต้องไปพิสูจน์ว่าเราโกหก
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่กระทบชื่อเสียงหรือธุรกิจของคนอื่น ยิ่งต้องระวัง
การถามหาหลักฐานไม่ใช่การปกป้องคนผิด และการไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาว่าเป็นเท็จ ก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริง
21. Circular Reasoning — เหตุผลวนเป็นวงกลม
อันนี้เหมือนตอบคำถามแล้วไม่ได้ตอบอะไรเลยครับ
A: “ทำไมคุณถึงเชื่ออินฟลูเอนเซอร์คนนี้?”
B: “เพราะเขาเป็นคนที่เชื่อถือได้”
A: “แล้วรู้ได้ยังไงว่าเขาเชื่อถือได้?”
B: “ก็เพราะเขาพูดแต่เรื่องจริงไง”
A: “แล้วรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง?”
B: “ก็เขาเป็นคนที่เชื่อถือได้”
เยดแหม่มม
ถ้าเหตุผลที่ใช้สนับสนุนข้อสรุป เป็นเพียงการพูดข้อสรุปเดิมซ้ำในรูปแบบอื่น โดยไม่มีหลักฐานอิสระมารองรับ ก็อาจเข้าข่าย Circular Reasoning
การพูดสิ่งเดิมซ้ำหลายครั้งไม่ได้ทำให้มันมีน้ำหนักมากขึ้น
22. Moving the Goalposts — เลื่อนเสาประตู
จะเจอเยอะมากเวลาเถียงกันยาว ๆ
สมมติ
A: “ร้านนี้มีป้ายราคาติดอยู่จริง”
B: “ขอดูรูปหน่อย”
A: ส่งรูปให้ดู
B: “รูปอาจเก่าก็ได้ ขอรูปวันนี้”
A: ส่งรูปวันนี้
B: “แล้วมีคลิปไหม?”
A: ส่งคลิป
B: “แต่ใครจะไปรู้ว่าร้านติดป้ายแบบนี้ทุกวัน?”
คxย
จะให้กุส่งภาพจากดาวเทียมด้วยไหมครับ เดะโทรหาอีลอนให้
ประเด็นคือมาตรฐานของหลักฐานถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่อีกฝ่ายนำหลักฐานตามที่ร้องขอมาแสดง
แน่นอนว่าการขอหลักฐานเพิ่มไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าหลักฐานเดิมยังมีข้อบกพร่องจริง
แต่ถ้าเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ เพียงเพราะไม่อยากยอมรับข้อสรุป นั่นแหละครับปัญหา
หมวดที่ 5: เปลี่ยนนิยาม เปลี่ยนมาตรฐาน และตั้งคำถามแบบมี Flag
23. No True Scotsman — คนแบบนั้นไม่ใช่พวกเราตัวจริง
ตัวอย่างดราม่าแฟนคลับ
A: “แฟนคลับตัวจริงไม่มีวันวิจารณ์ศิลปินที่ตัวเองรัก”
B: “ผมตามศิลปินคนนี้มา 10 ปี ซื้ออัลบั้ม ไปคอนเสิร์ต แต่ผมก็วิจารณ์เวลาที่เขาทำสิ่งไม่เหมาะสมนะ”
A: “ถ้าคุณวิจารณ์ แสดงว่าคุณไม่ใช่แฟนคลับตัวจริง”
เครพี่
จากเดิมที่บอกว่าแฟนคลับทุกคนไม่วิจารณ์ พอมีตัวอย่างที่ขัดแย้ง ก็เปลี่ยนนิยามของคำว่าแฟนคลับตัวจริงเพื่อรักษาข้อเสนอของตัวเอง
แบบนี้เข้าข่าย No True Scotsman
แต่ถ้ากลุ่มนั้นมีนิยามสมาชิกหรือกติกาที่กำหนดไว้ชัดเจนจริง ๆ การอ้างกติกานั้นก็ไม่ได้เป็น Fallacy ไปเลย
ปัญหาคือการปรับนิยามตามใจเมื่อเจอข้อเท็จจริงที่ไม่เข้าทาง
24. Special Pleading — ข้อยกเว้นพิเศษให้คนของตัวเอง
อันนี้ลองนึกถึงเรื่องการจอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่นครับ
สมมติมีคนโพสต์ว่า
“พวกจอดรถขวางทางเข้าออกบ้านคนอื่นนี่ไม่มีมารยาทเลย จะจอดก็ต้องคิดถึงคนอื่นบ้างสิ”
ฟังดูมีเหตุผลดีครับ
แต่พอมีคนแคปรูปว่ารถของเพื่อนตัวเองก็จอดขวางหน้าบ้านคนอื่นเหมือนกัน กลับบอกว่า
“อ๋อ แต่เพื่อนผมจอดแค่แป๊บเดียวเอง เขาไม่ได้ตั้งใจให้ใครเดือดร้อน อย่าไปว่าเขาเลย”
อ้าว 555555 แล้วคนอื่นที่จอดขวางนี่เรารู้ได้ยังไงว่าเขาตั้งใจให้ใครเดือดร้อน?
ทำไมพอเป็นคนอื่นถึงต้องรับผิดชอบ แต่พอเป็นคนที่ตัวเองรู้จักกลับมีข้อยกเว้นให้ทันที?
นี่แหละครับ Special Pleading คือการสร้างข้อยกเว้นให้กับบางกรณี โดยไม่มีเหตุผลที่เกี่ยวข้องและมีน้ำหนักเพียงพอว่าทำไมกรณีนั้นถึงควรได้รับการยกเว้นจากมาตรฐานเดียวกัน
ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อยกเว้นจะผิดนะครับ
สมมติเป็นรถพยาบาลที่จำเป็นต้องจอดเพื่อช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน แบบนี้ก็มีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์จริง
แต่ถ้าเหตุผลที่ใช้ยกเว้นมีเพียงว่า “อันนี้เพื่อนผมเอง” ทั้งที่พฤติกรรมและผลกระทบเหมือนกับกรณีที่เราเพิ่งวิจารณ์คนอื่นไป
ก็ต้องถามแล้วครับว่าเรากำลังใช้มาตรฐานเดียวกันตัดสินพฤติกรรม หรือกำลังเปลี่ยนมาตรฐานตามความสัมพันธ์กับคนกระทำกันแน่ 555555
25. Equivocation — เล่นกับความหมายของคำ
ลองนึกถึงคำว่า “ฟรี”
A: “เกมนี้เป็นเกมฟรี”
B: “ถ้าเล่นฟรีก็ไม่มีอะไรให้เสียหายนี่ จะออกตอนไหนก็ได้”
เดี๋ยวก่อนครับ
คำว่าเกมฟรีในประโยคแรกอาจหมายถึงไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อเริ่มเล่น
แต่ในประโยคที่สองกลับเอาคำว่าฟรีไปตีความว่าไม่มีต้นทุนหรือผลกระทบอื่น ๆ เลย
ทั้งที่กิจกรรมหนึ่งอาจไม่เสียเงิน แต่ยังต้องใช้เวลา ความพยายาม และอาจส่งผลต่อคนอื่นได้
นี่เป็นตัวอย่างของการเล่นกับความหมายของคำ แล้วใช้ความหมายที่เปลี่ยนไปเป็นสะพานเชื่อมข้อสรุป
อีกตัวอย่างคือคำว่า “สิทธิ”
การมีสิทธิ์พูดหรือแสดงความคิดเห็น ไม่ได้แปลว่าข้อความที่พูดจะไม่สามารถถูกวิจารณ์หรือโต้แย้งได้
เวลาถกเถียงกันจึงควรทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าแต่ละคำหมายถึงอะไร
26. Loaded Question — คำถามที่ฝังข้อกล่าวหา
ตัวอย่าง
“คุณเลิกเป็นคนเห็นแก่ตัวแล้วหรือยัง?”
คำถามนี้ตลกตรงที่ไม่ว่าจะตอบทางไหนก็เหมือนยอมรับข้อกล่าวหาไปแล้ว
ถ้าตอบว่า “เลิกแล้ว” ก็เหมือนยอมรับว่าเคยเป็น
ถ้าตอบว่า “ยัง” ก็เหมือนยอมรับว่าตอนนี้ยังเป็นอยู่
ทั้งที่คนถูกถามอาจไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัวตั้งแต่แรก
หรืออีกตัวอย่าง
“ทำไมคุณถึงชอบสนับสนุนคนโกง?”
คำถามนี้ฝังสมมติฐานไว้แล้วว่าคนที่พูดถึงเป็นคนโกง และผู้ถูกถามชอบสนับสนุนคนโกง
ทั้งที่ทั้งสองอย่างอาจยังไม่มีหลักฐานรองรับ
บางครั้งคำตอบที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเลือกตอบตามคำถาม แต่เป็นการย้อนกลับไปตรวจสอบสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ก่อน
27. Appeal to Emotion — ใช้อารมณ์แทนเหตุผล
ตัวอย่าง
“ร้านนี้ขายอาหารแพงกว่าร้านอื่นก็จริง แต่เจ้าของร้านมีลูกสามคนต้องเลี้ยง ถ้าคุณไม่ช่วยซื้อ แสดงว่าคุณไม่มีน้ำใจเลย”
เราสามารถเห็นใจเจ้าของร้านได้ครับ
แต่ความน่าเห็นใจไม่ได้พิสูจน์ว่าอาหารร้านนั้นคุ้มราคา หรือเหมาะกับความต้องการของลูกค้าทุกคน
อีกตัวอย่าง
“ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม แสดงว่าคุณไม่เห็นใจผู้ได้รับผลกระทบ”
ไม่จำเป็นครับ
คนเราอาจเห็นใจผู้ได้รับผลกระทบ แต่มีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาได้
ทั้งนี้ อารมณ์ไม่ใช่สิ่งผิดเสมอไป โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตหรือความทุกข์ของผู้คน
แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อเราใช้อารมณ์มาแทนหลักฐานที่จำเป็นต่อข้อสรุป
28. Middle Ground Fallacy — อยู่ตรงกลางต้องถูกเสมอ
สมมติมีคนถกเถียงกันว่าอาหารร้านหนึ่งใช้วัตถุดิบหมดอายุหรือไม่
A: “ร้านนี้ใช้วัตถุดิบหมดอายุแน่นอน”
B: “ร้านนี้ไม่เคยใช้วัตถุดิบหมดอายุเลย”
C: “งั้นร้านนี้คงใช้ของหมดอายุบ้างไม่ใช้บ้าง”
เราไม่สามารถหาความจริงด้วยการเอาข้อเสนอทั้งสองข้างมาหารสองได้
ต้องตรวจสอบหลักฐานว่าร้านใช้หรือไม่ใช้วัตถุดิบหมดอายุจริง ๆ
บางครั้งข้อเสนอของฝ่ายหนึ่งอาจถูกทั้งหมด อีกฝ่ายอาจผิดทั้งหมด หรือทั้งคู่ผิดก็ได้
การวางตัวเป็นกลาง ไม่ได้หมายความว่าต้องเชื่อทุกฝ่ายฝ่ายละครึ่ง
29. Genetic Fallacy — ตัดสินจากที่มาแทนเนื้อหา
ตัวอย่าง
“ข้อมูลการเงินนี้มาจากคนในวงการคริปโต เพราะฉะนั้นมันต้องเชื่อถือไม่ได้”
หรือ
“คนนี้เป็นแฟนคลับศิลปินคนนั้น ข้อมูลที่เขาพูดต้องลำเอียงแน่นอน”
แหล่งที่มาของข้อมูลเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาครับ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญ ผลประโยชน์ทับซ้อน และประวัติความน่าเชื่อถือ
แต่การสรุปว่าข้อเสนอผิดทันทีเพียงเพราะไม่ชอบแหล่งที่มา ยังไม่เพียงพอ
คนที่เราไม่ชอบก็สามารถพูดสิ่งที่ถูกต้องได้
และคนที่เราชอบก็สามารถพูดสิ่งที่ผิดได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นก่อนจะปฏิเสธข้อมูล ลองดูเนื้อหาและหลักฐานของมันด้วย
30. Fallacy Fallacy — จับตรรกะวิบัติได้ แล้วคิดว่าตัวเองชนะ
ข้อนี้ผมอยากให้เป็นข้อสุดท้าย เพราะผมว่ามันสำคัญมากสำหรับคนที่เริ่มศึกษาตรรกศาสตร์
สมมติมีคนเสนอว่า
“เวลาเราทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น เราควรคำนึงถึงผลกระทบของการตัดสินใจตัวเองด้วย”
แล้วเขายกตัวอย่างเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลขึ้นมา
อีกฝ่ายจับได้ว่าตัวอย่างนั้นเข้าข่าย False Analogy
จากนั้นสรุปว่า
“เห็นไหม คุณใช้ตรรกะวิบัติ เพราะฉะนั้นข้อเสนอเรื่องความรับผิดชอบต่อคนอื่นของคุณต้องผิดด้วย”
อ้าว เดี๋ยวก่อนครับ 555555
การที่ตัวอย่างหนึ่งใช้เหตุผลผิดพลาด ไม่ได้ทำให้ข้อสรุปหลักกลายเป็นเท็จนะเห้ย
เป็นไปได้ว่าคนพูดมีข้อสรุปที่สมเหตุสมผล แต่เลือกใช้ตัวอย่างสนับสนุนได้ไม่ดี
เราวิจารณ์ตัวอย่างนั้นได้เต็มที่ครับ แต่ถ้าจะปฏิเสธข้อเสนอหลัก ก็ต้องมีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอหลักด้วย
สิ่งที่น่าขำคือคนที่จำ Logical Fallacy มาเพื่อใช้จับผิดคนอื่น อาจเผลอใช้ Fallacy Fallacy เองโดยไม่รู้ตัว
การจับได้ว่าอีกฝ่ายใช้เหตุผลผิด ไม่ได้แปลว่าเหตุผลของเราถูกขึ้นมาเลยครับ
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรเป็น Logical Fallacy จริง ๆ?
หลังจากอ่านมาทั้งหมด ผมขอพูดเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก
คืออย่าเพิ่งไปเปิด X แล้วไปไล่บอกคนนู้นคนนี้ว่า Straw Man, Ad Hominem หรือ False Analogy ให้กับทุกคนที่เห็นไม่ตรงกับเรานะครับ 555555
เพราะการยกสถานการณ์สุดโต่ง ไม่ได้เป็น Straw Man เสมอไป
การพูดถึงข้อเสียของคนเสนอ ไม่ได้เป็น Ad Hominem เสมอไป
การถามหาหลักฐานเพิ่ม ไม่ได้เป็น Moving the Goalposts เสมอไป
และการเปรียบเทียบสองเหตุการณ์ที่มีรายละเอียดต่างกัน ก็ไม่ได้เป็น False Analogy เสมอไป
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับบริบท และเหตุผลนั้นถูกนำมาใช้สนับสนุนข้อสรุปอะไร
ผมว่าก่อนจะกล่าวหาว่าใครใช้ตรรกะวิบัติ เราควรถามตัวเองก่อนว่า
หนึ่ง เราเข้าใจสิ่งที่เขาพูดจริง ๆ หรือยัง?
ไม่ใช่อ่านแค่ครึ่งประโยคแล้วจะสวนกลับอย่างเดียว
สอง เขากำลังพยายามพิสูจน์อะไร?
เพราะบางครั้งคนพูดแค่ยกตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ แต่เรากลับตีความว่าเขากำลังบอกว่าสองเหตุการณ์มีความรุนแรงเท่ากัน
สาม เหตุผลที่เขายกมาเกี่ยวข้องกับข้อสรุปยังไง?
ถ้ามันไม่เกี่ยว ก็อธิบายให้ได้ว่ามันไม่เกี่ยวตรงไหน
สี่ ถ้าเราไม่เห็นด้วย เรามีเหตุผลอะไรที่ดีกว่าหรือเปล่า?
ไม่ใช่แค่บอกว่าผิด แล้วก็จบ
ห้า ถ้าประโยคเดียวกันนี้มาจากคนที่เราชอบ เรายังจะตัดสินมันเหมือนเดิมไหม?
ข้อสุดท้ายผมว่าสำคัญที่สุดแล้วครับ
เพราะบางครั้งเราไม่ได้กำลังปกป้องเหตุผล แต่กำลังปกป้องคนที่ตัวเองชอบอยู่ต่างหาก
ความเห็นต่าง ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายตรรกะวิบัติ
ผมอยากเน้นเรื่องนี้อีกสักหน่อย เพราะรู้สึกว่าหลายคนชอบเอาคำว่า Logical Fallacy มาใช้แทนคำว่า “ไม่เห็นด้วย”
สมมติมีคนสองคนกำลังถกเรื่องการออกเกมกลางคัน
คนแรกมองว่าเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทีม
อีกคนมองว่าเป็นความผิดเล็กน้อยที่ยอมรับได้ เพราะเป็นเกม Casual และผลกระทบไม่ได้รุนแรงมาก
สองคนนี้อาจไม่ได้มีตรรกะวิบัติเลยก็ได้
เขาอาจรับรู้ข้อเท็จจริงเหมือนกัน แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าคนละอย่าง
คนหนึ่งให้ความสำคัญกับเวลาของผู้อื่น
อีกคนให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และมองว่ากิจกรรมเพื่อความบันเทิงควรมีข้อยกเว้นได้มากกว่า
สิ่งที่ควรถกกันต่อคือขอบเขตความรับผิดชอบควรอยู่ตรงไหน สถานการณ์แบบไหนถือว่าจำเป็น และผลกระทบมากน้อยแค่ไหน
ไม่ใช่พออีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ก็ไปบอกว่าเขาไม่มีตรรกะ
ความเห็นต่างกับความผิดพลาดทางเหตุผลเป็นคนละเรื่องกันครับ
และในบางกรณี เราอาจไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวด้วยซ้ำ
ทำไมบน X ถึงเจอเหตุผลแบบนี้บ่อย?
ส่วนตัวผมคิดว่าธรรมชาติของ X มีส่วนอยู่พอสมควร
ลองคิดดูครับ ระหว่างข้อความสองแบบนี้
แบบแรก
“ผมมองว่าพฤติกรรมนี้อาจไม่เหมาะสมในกรณีที่ไม่มีเหตุจำเป็น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น แต่ก็ต้องพิจารณาระดับความเสียหายและบริบทประกอบด้วย”
กับอีกแบบ
“ก็แค่เกม จะคอขาดบาดตายอะไรนักหนา 555555”
คุณคิดว่าข้อความไหนจะกระตุ้นให้คนตอบโต้ได้ง่ายกว่ากัน?
ไม่ใช่ว่าประโยคสั้น ๆ จะผิดนะครับ บางประโยคสั้น ๆ ก็สรุปได้ตรงประเด็นมากกว่าโพสต์ยาว ๆ
แต่ผมสังเกตว่าหลายครั้งข้อความที่ประชดแรง กระตุ้นอารมณ์ หรือทำให้อีกฝ่ายดูโง่ จะดึงความสนใจได้ง่ายกว่าคำอธิบายที่มีรายละเอียดและเงื่อนไข
อีกอย่างคือเวลามีดราม่า คนจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ได้เข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนเหตุผลตั้งแต่แรก
บางคนเข้ามาเพื่อปกป้องคนที่ชอบ บางคนเข้ามาเพราะไม่ชอบคนโพสต์ บางคนเข้ามาเพราะอยากสวนอะไรสักอย่าง
พอเป็นแบบนี้ สิ่งที่เรามองหาอาจไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่สุด แต่เป็นคำตอบที่สะใจที่สุด
ซึ่งผมเองก็เข้าใจครับ เพราะบางครั้งเห็น Reply บางอันแล้วมันก็อดอยากสวนไม่ได้จริง ๆ ว่ะ
แต่ความสะใจกับความถูกต้องทางเหตุผลเป็นคนละเรื่องกัน
ข้อความที่คนเห็นด้วยเยอะ ไม่ได้แปลว่าข้อความนั้นถูก
และข้อความที่โดนคนรุมด่า ก็ไม่ได้แปลว่าข้อความนั้นผิด
แล้วเรียนรู้ Logical Fallacy ไปทำไม?
ถ้าถามผม ผมว่าไม่ได้เรียนเพื่อเอาไปเถียงให้ชนะทุกคนครับ
เพราะเอาจริง ๆ บางคนคุณอธิบายดีแค่ไหน เขาก็ไม่สนใจเหตุผลที่คุณพูดอยู่ดี
และไม่ใช่ว่าทุกข้อโต้แย้งต้องลงเอยด้วยการมีผู้ชนะกับผู้แพ้
สิ่งที่ผมคิดว่ามีประโยชน์กว่าคือมันช่วยให้เราตรวจสอบวิธีคิดของตัวเอง
เวลาเห็นโพสต์อะไรที่เราเห็นด้วยมาก ๆ เราอาจต้องถามตัวเองว่า ที่เห็นด้วยเพราะเขามีเหตุผลดีจริง ๆ หรือเพราะเขาพูดสิ่งที่เราคิดอยู่แล้ว?
เวลาเห็นโพสต์ที่เราไม่ชอบ เราอาจต้องแยกให้ออกว่าเราไม่ชอบคนพูด หรือเหตุผลของเขามีปัญหาจริง ๆ
เวลาเราใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบ เราควรตรวจสอบด้วยว่าส่วนที่เหมือนกันมันเกี่ยวข้องกับข้อสรุปมากพอไหม
และถ้ามีคนชี้ให้เห็นว่าตัวอย่างของเราไม่เหมาะสม เราก็ควรพร้อมปรับมัน ไม่ใช่พยายามปกป้องทุกคำที่ตัวเองเคยพูดราวกับว่าการยอมรับข้อผิดพลาดคือความพ่ายแพ้
ผมว่าคนที่ใช้เหตุผลเก่ง ไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิด
แต่เป็นคนที่รู้ว่าเมื่อไรตัวเองมีเหตุผลรองรับเพียงพอ และเมื่อไรควรยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้
สรุป
ทั้งหมดนี้คือ 30 รูปแบบของ Logical Fallacies และข้อผิดพลาดในการให้เหตุผลที่ผมรวบรวมมา
บางข้อเป็นตรรกะวิบัติที่มีชื่อเรียกชัดเจน บางข้อเป็นอคติหรือรูปแบบความผิดพลาดในการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งผมรวมไว้เพื่อให้อ่านแล้วนำไปใช้สังเกตการถกเถียงได้จริง
แน่นอนว่ายังมีอีกหลายรูปแบบที่ผมไม่ได้พูดถึง และในทางวิชาการเองก็มีการถกเถียงเรื่องขอบเขตและนิยามของ Fallacy บางประเภทด้วย
แต่ถ้าจะให้สรุปทั้งหมดเป็นประโยคเดียว ผมอยากบอกว่า
การจำชื่อ Logical Fallacy ได้ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนมีเหตุผลครับ
คุณอาจจำ Straw Man, Ad Hominem, False Dilemma, Slippery Slope หรือ False Analogy ได้หมดเลยก็ได้
แต่ถ้าคุณยังอ่านข้อความคนอื่นไม่ครบ ชอบเติมความหมายให้คนอื่นเอง เลือกเชื่อเฉพาะสิ่งที่เข้าข้างตัวเอง หรือไม่ยอมตรวจสอบเหตุผลของตัวเอง
สุดท้ายศัพท์พวกนี้ก็อาจเป็นแค่คำภาษาอังกฤษเท่ ๆ ที่เอาไว้ใช้ด่าคนอื่นเท่านั้น
และผมว่าเรื่องที่น่าสนใจที่สุดคือ บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อ Fallacy เลยด้วยซ้ำ ก็สามารถตั้งคำถามกับเหตุผลที่มีปัญหาได้
แค่ถามว่า
“ที่คุณพูดมาทั้งหมด มันพิสูจน์ข้อสรุปของคุณตรงไหนครับ?”
คำถามง่าย ๆ แค่นี้บางครั้งก็เพียงพอแล้ว
สุดท้ายนี้ ใครจะเอาบทความนี้ไปใช้จับตรรกะวิบัติคนอื่นก็เชิญเลยครับ
แต่ฝากเอาไปตรวจสอบเหตุผลของตัวเองด้วย
เพราะถ้าเราใช้ Logical Fallacy เพื่อจับผิดทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา แต่ไม่เคยหันมาดูข้อผิดพลาดของตัวเองเลย เราอาจกลายเป็นตัวอย่างข้อที่ 30 โดยไม่รู้ตัวก็ได้ครับ
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ
เผื่อใครอยากศึกษาเพิ่มเติม
สำหรับคนที่สนใจเรื่องนี้จริง ๆ ผมแนะนำแหล่งอ่านต่อเหล่านี้
Internet Encyclopedia of Philosophy — Fallacies https://iep.utm.edu/fallacy/
Purdue OWL — Logical Fallacies https://owl.purdue.edu/owl/general_writing/academic_writing/logic_in_argumentative_writing/fallacies.html
Stanford Encyclopedia of Philosophy — Informal Logic https://plato.stanford.edu/entries/logic-informal/
สามแหล่งนี้มีรายละเอียดให้ศึกษาเพิ่มเติม ทั้งคำจำกัดความ ตัวอย่าง และการประเมินข้อโต้แย้งในบริบทต่าง ๆ
ส่วนตัวอย่างดราม่าในบทความนี้ผมเขียนขึ้นเพื่ออธิบายแนวคิด ไม่ใช่การตัดสินบุคคลจริง และบางกรณีอาจจัดเข้าข่ายได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวิธีที่นำเหตุผลนั้นไปใช้ครับ



